สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ_เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา_กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

sumnakcharang.com :: สำนักแชลั้งดอทคอม

สำนักแชลั้ง ฮวงจุ้ยสำนักแชลั้ง
ในหลวง
ฮวงจุ้ยภาควิชาการที่ได้รับการพิมพ์เป็นหนังสือภาคภาษาไทยแห่งแรกในประเทศไทย :: สาระพันความรู้ด้านฮวงจุ้ย สำหรับผู้ต้องการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง

ฮวงจุ้ยภาควิชาการที่ได้รับการพิมพ์เป็นหนังสือแห่งแรกในประเทศไทย      สินศักดิ์ วิศิษฐ์สกุล     ฮวงจุ้ยสำนักแชลั้ง       เวปไซด์สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาวิชาฮวงจุ้ย    

  สมาชิกฮวงจุ้ยสำนักแชลั้ง  

User Pass

เข้าไม่ได้   ลืม Password (รหัสผ่าน)

  สมาชิกใหม่   สมัครสมาชิกใหม่ Click
  ตระกร้าสินค้าของคุณ


ประกาศจากสำนักพระราชวัง

เรื่อง การถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ด้วยสำนักพระราชวังได้กำหนดการถวายสักการะพระศพ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ดังนี้
๑. เปิดศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ให้ประชาชนได้เข้าถวายสักการะ หน้าพระฉายาลักษณ์
เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. ตั้งแต่วันที่ ๓ - ๙ มกราคม ๒๕๕๑ ซึ่งในการนี้ได้จัดสมุดลงนามถวายสักการะไว้ด้วย

๒. ให้ประชาชนได้เข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ในเวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.
ตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป
(เฉพาะวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๑ ให้เข้าถวายสักการะพระศพได้ตั้งแต่เวลา ๑๔.๐๐ น.)

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน


ชมและดาวน์โหลดภาพจากอัลบั้มภาพ ๘๐ ปีเฉลิมพระเกียรติ
และประมวลภาพพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา


(ภาพข่าวจากเวปไซด์ http://brh.thaigov.net)


พระราชประวัติ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

พระประสูติกาล

พระประสูติกาล

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
เป็นพระธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามแรกประสูติตามที่โรงพยาบาล
ตั้งถวายคือ May ซึ่งเป็นเดือนที่พระองค์ประสูติ ต่อมาเมื่อความทราบ
ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล
(คำว่า "วัฒนา" ในพระนาม ทรงตั้งตาม
พระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี
พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี)
ลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สถาปนาขึ้นเป็น
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นการลำลองว่า บี๋

 

ขณะทรงพระเยาว์
หลังจากประสูติได้ไม่นาน สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงย้ายจากลอนดอน
ไปประทับที่เมืองเซาท์บอนซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอังกฤษ จากนั้นเสด็จ
ไปยังเมืองบอสคัม
อยู่ติดชายฝั่งด้านทิศใต้ของอังกฤษ ต่อมา
เมื่อพระชันษาได้ 6 เดือน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกและ
สมเด็จพระบรมราชชนนี กลับประเทศไทย

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกและ
สมเด็จพระบรมราชนนีไปประทับที่ประเทศเยอรมนี ช่วงเวลานั้นเอง
, ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้ประสูติ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก

สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2469 เพื่อร่วมงาน
พระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และประทับอยู่ร่วมในงาน
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ช่วงเวลานั้น ดร.ฟรานซิส บี แซร์ ชาวอเมริกันผู้เป็นอดีตที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ

เล่าถวายสมเด็จพระบรมราชชนก ว่าที่เมืองโลซาน
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีสถานที่รับเลี้ยงเด็ก
ชื่อ ชองโซเลย (Champ Soleil) มีเจ้าของเป็นแพทย์ ดูแลเด็กอย่างถูกหลักอนามัย
สมเด็จพระบรมราชชนนีจึงนำพระธิดาและพระโอรสไปฝากให้อยู่ในสถาน
รับเลี้ยงเด็ก เป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ทรงเริ่มรับสั่งภาษาฝรั่งเศสได้

 

การศึกษา  
ปลายปี พ.ศ. 2469 สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จพร้อมด้วยครอบครัวมหิดล
ไปยังนครบอสตัน
มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก
สมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ในขณะที่สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงศึกษาด้านจิตวิทยา การทำอาหาร
และโภชนาการที่วิทยาลัยซิมมอนส์ ด้านสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
ทรงเข้าศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนพาร์ก (Park School) หลังจาก
สมเด็จพระบรมราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์แล้ว พ.ศ. 2471
ทรงนำครอบครัวกลับประเทศไทย และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
ก็ทรงเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี

ภายหลังสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2472 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
ยังประทับอยู่ในกรุงเทพฯ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน
พ.ศ. 2475 สมเด็จพระราชชนนีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต
จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ในการที่จะทรงนำพระโอรสและ
พระธิดาไปประทับที่เมืองโลซาน รัฐโว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ทรงเข้าศึกษาที่ชองโซเลยอีกครั้งเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติม
ต่อมาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จึงทรงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเมียร์มองต์ (Miremont)
จนจบระดับประถมศึกษา หลังจากนั้นสมเด็จพระราชชนนีได้ย้ายไปประทับที่
เมืองปุยยีซึ่งอยู่ติดกับโล ซาน โดยพระราชทานนามสถานที่ประทับว่า “วิลล่าวัฒนา”

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
ทรงศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรีชื่อE'cole Supe'rieure de
Jeunes Filles de la Ville de Lausanne ณ ที่นั้น พระองค์ได้ทรงศึกษาภาษาเยอรมัน
และภาษาละตินด้วย ต่อมาทรงย้ายมาเรียนที่ International School of Geneva
ณ กรุงเจนีวา
ทรงสอบผ่านชั้นสูงสุดของระดับมัธยมศึกษาเป็นที่ 1 ของโรงเรียน และที่ 3
ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หลังจากนั้น พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาเคมี
ที่คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยโลซาน ในระหว่างนั้น พระองค์ก็ทรงศึกษาหลักสูตรของสังคมศาสตร์
Diplo^me de Sciences Sociales P?dagogiques อันประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ
ในสาขาวิชาการศึกษา
วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยาด้วย เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์สาขาเคมี
ซึ่งพระองค์ทรงได้รับ Diplo^me de Chimiste A พระองค์ก็ยังทรงศึกษาวิชาวรรณคดี
และปรัชญาต่อไปอีกด้วยความสนพระหฤทัย

 

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ  

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง สละราชสมบัติ คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอานันมหิดลขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์พระนามว่า
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา
ในฐานะที่ทรงเป็นพระราชโสทรเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะผู้สำเร็จราชการ
แทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
จึงประกาศเฉลิมพระเกียรติยศขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478

 

 
ทรงอภิเษกสมรส  
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการเสกสมรส
แห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ เพื่อสมรสกับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์
เมื่อ พ.ศ. 2487
พระองค์มีพระธิดา คือ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม
(สมรสกับนายสินธู ศรสงคราม มีบุตรชาย คือ คุณจิทัศ ศรสงคราม)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์
ด้วยทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงว่า พระพี่นางกัลยาณิวัฒนา
ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินี
อันสนิทและทรงมีอุปการคุณแด่พระองค์ ดังนั้น จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่ง
ให้สถาปนาพระเจ้าพี่นางกัลยาณิวัฒนา
กลับทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตามเดิมทุกประการ

ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2512 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเสกสมรสอีกครั้งกับพระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก
กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัยและหม่อมระวี ไกยานนท์

 

ทรงกรม  
ในวโรกาสสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาทรงเจริญพระชนมายุ
ครบ 6 รอบ ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำริว่า
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินี
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง 2 พระองค์ ด้วยทรงรับราชการสนอง
พระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ
อย่างอเนกอนันต์มาโดยลำดับ รวมทั้งทรงเป็นที่รักเทิดทูนของปวงชนชาวไทยทั่วไป
จึงมีพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ซึ่งนับเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในที่ได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์แรกในรัชกาล
โดยมีการพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศักดิ์และบำเพ็ญพระราชกุศลฉลอง
พระชนมายุ 6 รอบ
ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ภายในพระบรมมหาราชวัง

พระนามกรม "กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" นั้น เป็นพระนามตามนามเมือง
ในภาคใต้ สืบเนื่องมาจากการที่พระราชโอรสและพระราชธิดาที่พระราชสมภพแต่
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
ล้วนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ทรงกรมตามนามเมืองทางภาคใต้ทั้งสิ้น

 

สิ้นพระชนม์  
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี (ท้อง)
และได้เข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ
โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ได้ถวายการตรวจพระวรกายและ
เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจพบมะเร็งซึ่ง
เป็นชนิดเดียวกับที่พระถันที่ทรงเคยได้รับการถวายตรวจรักษาเมื่อ 10 ปีก่อน
โดยช่วงเวลาหลังการถวายรักษาครั้งก่อนนั้น ทรงมีสุขภาพดี และในการถวาย
ตรวจติดตาม
พระสุขภาพจึงได้ตรวจพบมะเร็งเกิดขึ้นใหม่เมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากนี้ คณะแพทย์
ได้ถวายตรวจพระสมองด้วยเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ พบว่า มีเนื้อสมองด้านซ้าย
ตายเป็นวงกว้าง
จากเส้นเลือดสมองอุดตัน
คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาพระอาการอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ
สำนักพระราชวังได้ ออกแถลงการณ์สำนักพระราชวัง
เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ทรงพระประชวร ต่อเนื่องเรื่อยมา จากแถลงการณ์ ฉบับที่ 1
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม
พ.ศ. 2550 ถึงฉบับที่ 38 เป็นฉบับสุดท้าย เมื่อ
วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551
พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02.54 น.
รวมพระชนมายุ 84 พรรษา

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี
มีพระราชพิธีถวายสรงน้ำพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่หีบ ประดิษฐานหลังพระแท่นแว่นฟ้าทอง
ประกอบพระโกศทองใหญ่ ภายใต้เบญจปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 5 ชั้น)
ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน 7 วัน
ถวายพระศพนั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ
สถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยให้เจ้าพนักงาน
จัดสัปตปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 7 ชั้น) กางกั้นพระโกศพระราชทาน

รัฐบาลไทยได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้สถานที่ราชการ
รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสาเป็น เวลา 15 วัน
และให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป
เพื่อเป็นการถวายความอาลัยในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์

 

 
ที่ประทับ  
วังสระปทุม เป็นที่ประทับของสามพี่น้องแห่งราชกุลมหิดลในช่วงทรงพระเยาว์
โดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้พระราชทาน
พระตำหนักใหญ่ของวังสระปทุมเป็นที่ประทับ โดยมีพระพี่เลี้ยงเนื่อง
จินตดุล เป็นผู้ถวายการอภิบาล

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 พระองค์ทรงย้ายมาประทับที่พระตำหนักเลอดิส
ตั้งอยู่ที่ ซอยสุขุมวิท 43
ถนนสุขุมวิท โดยมีพระตำหนักวิลล่าวัฒนา ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 47 ซึ่งตั้งอยู่
ในอาณาบริเวณเดียวกันกับพระตำหนักเลอดิส สร้างแล้วเสร็จเมื่อประมาณ
ปี พ.ศ. 2540
ใช้เป็นที่ทรงงานหรือเป็นที่รับแขกของพระองค์

 

พระกรณียกิจ  

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี
มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์
การแพทย์และการสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่น ๆ

 

ด้านการศึกษา  
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ทรงก่อตั้งสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยขึ้นในปี พ.ศ. 2520
ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ
เป็นอเนกประการทั้งในด้านการศึกษา สังคมสงเคราะห์ และสาธารณสุข
จนเป็นที่ประจักษ์ชัด

ในวงการศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จำนวน 10 กว่าแห่งและองค์การระหว่างประเทศ
จึงถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์และ เหรียญสดุดีพระเกียรติคุณแด่พระองค์
และทรงได้รับการเทิดทูนพระเกียรติจากรัฐบาลและองค์กรต่างประเทศหลายแห่ง
อาทิ รัฐบาลฝรั่งเศสและองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม
แห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)

ด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในปี พ.ศ. 2529 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับ “กองทุนหมอเจ้าฟ้า”
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไว้ในพระอุปถัมภ์ และทรงมีพระเมตตา
พระราชทานเงินจากทุนการกุศลสมเด็จย่าและทุนการศึกษา กว.
เพื่อสมทบเข้ากองทุน เป็นประจำทุกปีเสมอมามิได้ขาด
สำหรับอาจารย์แพทย์ไปศึกษาฝึกอบรม

ณ ต่างประเทศ และส่วนหนึ่งเป็นทุนอุดหนุนการศึกษาจัดสรรให้นักศึกษา
ที่เรียนดีแต่ขัดสน
สำหรับนักศึกษาแพทย์และนักศึกษา 5 คณะในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คือ คณะทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์
เทคนิคการแพทย์ และสัตวแพทยศาสตร์

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาต่างประเทศที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ
อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยเฉพาะที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธร รมศาสตร์ พระองค์ทรงเป็น
พระอาจารย์ประจำ นานถึง 8 ปี โดยทรงเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศเอง
และทรงเป็นผู้ดูแลและจัดทำ หลักสูตรการสอนของอาจารย์ทั้งชาวไทย
และชาวต่าง ประเทศ ทรงจัดทำหลักสูตรปริญญาตรี
สาขาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสสำเร็จ ด้วยการผสมผสานความรู้
ด้านภาษาและวรรณคดี ให้เข้ากันอย่างเหมาะสม

ทั้งยังทรงสนพระทัยโครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ถึงปัจจุบัน โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์และ
เงินกองทุนสมเด็จย่า เพื่อช่วยเหลือ ทรงติดตามความเคลื่อนไหวทุกขั้นตอน
การแข่งขัน พระราชทานกำลังใจ และทรงแสดงความยินดีแก่เยาวชนไทย
ที่ได้รับรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณจาก
การแข่งขันในทุก ๆ ครั้ง ทรงเป็นองค์พระอุปถัมภ์ " มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ
และพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" (สอวน.)
ทำให้บรรดาเยาวชนไทย ได้ค้นพบตัวเองและสร้างชื่อเสียง
ให้กับประเทศไทยติดต่อกัน มายาวนานหลายปี
ตั้งแต่ปีแรกที่มีการส่งเยาวชนร่วมแข่งขัน

 

ด้านการสังคมสงเคราะห์  

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงอุทิศพระวรกายในการพัฒนาท้องถิ่นชนบท
และการศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ยากจนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทรงตระหนักถึงปัญหาชุมชนแออัด
จึงเสด็จเยี่ยมชุมชนแออัดหลายแห่งในกรุงเทพมหานครเป็นการส่วนพระองค์
ได้แก่ ชุมชนคลองเตย ชุมชนวัดพระยายัง ชุมชนย่านสวนลุมพินี
ชุมชนกองขยะซอยอ่อนนุช
ชุมชนเพชรเกษม 104 เป็นต้น ทรงห่วงใยเด็กและครอบครัวในชุมชนแออัด
โดยทรงรับมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมให้อยู่ในพระอุปถัมภ์ มีผลให้เกิดโครงการพัฒนาเด็ก
เพิ่มขึ้นหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาเด็กในชุมชนและโครงการสาธารณสุขมูลฐาน
สำหรับแม่และเด็ก กองทุนนมและอาหารเสริม และกองทุนงบฉุกเฉิน
เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยากไร้ในชุมชนแออัดให้พ้นสภาวะขาดสารอาหาร นอกจากนั้น
ยังช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบอัคคีภัย อุบัติภัย และภัยจากเคมี ทั้งยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์
องค์กรด้านสังคม ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน
มูลนิธิพัฒนาเยาวสตรีภาคเหนือ มูลนิธิชีวิตพัฒนา มูลนิธิโลกสีเขียว
สโมสรโรตารีกรุงเทพ-บางลำพู เป็นต้น

 

 
ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข  
พระองค์ทรงเป็นประธานของมูลนิธิต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิแพทย์อาสา
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) หรือ หมอกระเป๋าเขียว
รวมทั้งมูลนิธิโรคไต
และทรงเป็นประธานมูลนิธิหม่อมเจ้าบุญจิราธร (ชุมพล) จุฑาธุช ซึ่งมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ
การให้ทุนการศึกษาแพทย์ตามโครงการแพทย์ชนบท ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา
พยาบาลที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และให้ทุนการศึกษาสำหรับผู้ที่จะสมัคร
เป็นอาจารย์วิชาการพยาบาล
ทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ซึ่งทรงร่วมกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีก่อตั้งขึ้นมา โดยทรงลงพระนาม
ขอจดทะเบียนด้วยพระองค์เอง และพระราชทานพระราชทรัพย์ประเดิม
ร่วมกับที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีพระ ราชทาน
ในการก่อตั้งมูลนิธิขาเทียมฯ
เพื่อจัดทำขาเทียมและพระราชทานแก่ผู้พิการขาขาดผู้ยากไร้ในชนบทโดยไม่คิด
มูลค่า และค้นคว้า วิจัย พัฒนาชิ้นส่วนขาเทียมจากวัสดุภายในประเทศ
เพื่อลดการนำเข้า จากต่างประเทศ
อันเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในประเทศและลดมูลค่าการขาดดุลการค้าลงด้วย

ทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิถันยรักษ์ในพระบรมราชูประถัมภ์สมเด็จ
พระศรีนครินทราบรมราชชนนีอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้ทรงรับมูลนิธิและกองทุนการกุศลต่าง ๆ ทางด้านสาธารณสุข
ไว้ในพระอุปถัมภ์อีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย
กองทุนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเพื่อพัฒนาการพยาบาล ศิริราชมูลนิธิ
มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน
มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย
มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลราชานุกูล
มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์
มูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน

ท่านยังทรงมีพระเมตตาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสัตวแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4 คนตามเสด็จไปออกหน่วยเคลื่อนที่
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เมื่อปี 2545
โดยทรงพระกรุณาให้กลุ่มสัตวแพทย์มีหน้าที่ในการดูแลการเลี้ยงสัตว์และปัญหา
โรคสัตว์ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ได้แก่ เชียงราย น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พะเยา และพิษณุโลก

 

ด้านการต่างประเทศ  

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้เสด็จเยือนต่างประเทศทั้งตามคำกราบทูลเชิญเสด็จ
อย่างเป็นทางการ และเสด็จ เยือนเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีกับ
นานาประเทศ รวมทั้งยังเป็นโอกาสที่ทรงแนะนำให้ชาวไทยรู้จักประเทศ
ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ด้วย โดยทรงศึกษาข้อมูล ศิลปวัฒนธรรมของประเทศ
ที่จะทรงเสด็จเยือน รวมถึงเรื่องข่าวสารเสด็จเยือนต่างประเทศ
ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทรงให้ข้อมูลด้านต่าง ๆ
เกี่ยวกับประเทศนั้นกับผู้จัดทำ อีกทั้งทรงตรวจแก้บทโทรทัศน์ด้วยพระองค์เอง
ก่อนการเสนอข่าวทุกครั้ง
เพื่อ ความถูกต้อง

 

 
ด้านการศาสนา  
พระกรณียกิจสำคัญด้านพุทธศาสนา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
ทรงเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์การประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับ สากล อักษรโรมัน
ฉบับแรกของโลก ทั้งยังทรงเป็นองค์ประธานก่อตั้งและองค์ประธานกิตติมศักดิ์
มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในการแปลและจัดพิมพ์
พระไตรปิฎกสากล อักษรโรมัน เพื่อพระราชทานแด่นานาประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงรับวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ (วัดเขาโคกเผ่น)
เป็นวัดในพระองค์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2550 วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์
ตั้งอยู่ที่บ้านเขาโคกเผ่น ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์
ทรงมีพระกรุณาคุณบริจาคทุนทรัพย์ร่วมทำบุญพื้นที่สร้างเจดีย์ศรีพุทธคยา
ที่วัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2549 และทรงรับเป็นประธานงาน
สร้างเจดีย์ศรีพุทธคยา เฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2549
เพื่อเป็นเครื่องหมายของการตรัสรู้ การเกิดและดับ เป็นการสืบสานพระพุทธศาสนา
ให้ยั่งยืนสืบไปในประเทศไทยและในโลกครบ 5,000 ปี
เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาคุณ
แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระสาวกทุกพระองค์ แด่ผู้มีคุณต่อแผ่นดินไทยทั้งสิ้นทั้งปวง และที่สำคัญ
เพื่อเป็นการทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่
ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา
ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550

นอกจากนี้ ยังทรงเจริญพระศรัทธาปสาทะในพระบวรพุทธศาสนา ทรงพระกรุณา
เสด็จไปในการพระราชกุศลตามคำกราบทูลเชิญอยู่มิเคยขาด
โดยมิได้ทรงเลือกว่าเป็นวัดที่ใหญ่โตหรือวัดเล็ก มีหรือไม่มีชื่อเสียงแต่ประการใด
แม้แต่วัดที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารก็ตาม ดังที่ปรากฏเมื่อครั้งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้คณะเยาวชนกลุ่มเยาวชนร่มฉัตรน้อมเกล้าฯ อัญเชิญเครื่องพระกฐินส่วนพระองค์
พร้อมตาลปัตรจารึกอักษรพระนามย่อไปทอดถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสงฆ์
ซึ่งจำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ อาวาสวิหารวัดเขาแก้ววิเชียร
จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เป็นต้น

 

ด้านศิลปวัฒนธรรม  
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ทรงส่งเสริมงานแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น ดนตรีคลาสสิก ละครอุปรากร
ทั้งยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์งานแสดงประจำปีและวงดนตรี เช่น วงดุริยางค์เยาวชนไทย
และเมื่อครั้งวโรกาสที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา แม้ว่าจะทรงมีอาการประชวร
แต่ก็ทรงเสด็จชมการแสดง "คอนเสิร์ตพระกรุณาธิคุณทุนดนตรีคลาสสิก
แสงหนึ่งคือรุ้งงาม" โดย 19 นักเรียนทุนดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ
ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จัดโดยคณะกรรมการทุน
ส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โดยมี คุณหญิงวงจันทร์ พินัยนิติศาสตร์
เป็นประธานในการจัดงาน และได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม
โดยคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
การแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้ถือว่าเป็นการรวมตัวครั้งแรก
ของนักเรียนทุนดนตรี คลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา
ที่ได้รับพระราชทานความเมตตาสนับสนุน
ทุนในการ ศึกษาดนตรี โดยทุกคนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ของพระองค์ท่านอย่างหาที่เปรียบมิได้ ที่ทรงช่วยเหลือส่งเสริม
นักดนตรีคลาสสิกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

พระองค์ยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของวงซิมโฟนีออร์เคสตรา
แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเสด็จทอดพระเนตรการแสดง
ในหลายโอกาส ทั้งได้พระราชทานชื่อโรงละครโจหลุยส์ว่า
“นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก” และทรงเป็นองค์อุปถัมภ์
"มูลนิธินาฏยศาลาหุ่นละครเล็กฯ"อันประกอบด้วยโรงละครและนักแสดง
ที่สืบทอดปณิธานการแสดงหุ่นละครเล็กจากศิลปินแห่งชาติครูสาคร ยังเขียวสด
ซึ่งคณะละครโจหลุยส์ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานพิธีเปิดโรงละคร
ที่สวนลุมไนท์บาซาร์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2545

 

พระอัจฉริยภาพด้านพระนิพนธ์  
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน
ได้ทรงริเริ่มออกวารสาร "รื่นรมย์" โดยได้ชักชวนให้พระสหายในวังสระปทุม
เขียนเรื่องตั้งแต่ พระชนมายุประมาณ 9 ชันษา ทรงทำหน้าที่บรรณาธิการ
และทรงเขียนบทความลงวารสารด้วย

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสนับสนุนให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
ทรงอ่านนิทานภาษาอังกฤษและ เรียบเรียงเรื่อง "นิทานสำหรับเด็ก"
ซึ่งต่อมาได้จัดพิมพ์แจกในงานวันประสูติของสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี
พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2475

พระนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง เช่น เวลาเป็นของมีค่า แม่เล่าให้ฟัง
เจ้านายเล็ก ๆ ยุวกษัตริย์ จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์ มหามงกุฎราชสันตติวงศ์
และพระนิพนธ์สารคดีเชิงท่องเที่ยวเกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ ที่เสด็จประพาส
ได้แก่ ยูนนาน ที่ไซบีเรียหนาวไหม จีนตะวันออก ขึ้นเขา ลงทะเลสาบ
เข้าวัด จีนอีสานและเสฉวน จากแดนแมนจูสู่ภูง่อไบ๊ เป็นต้น

 

พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬา  
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ เมื่อทรงพระเยาว์
ทรงสนพระทัยและทรงเล่นกีฬาหลายประเภท
อาทิ เล่นสกี กรรเชียงเรือ ตกปลา ขี่จักรยาน เดินภูเขา และทรงม้าผาดโผน
ส่วนแบดมินตันนั้น ได้ทรงเล่นตามอย่างสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
นอกจากทรงร่วมเล่นแล้ว ยังทรงสนับสนุนนักแบดมินตันหลายคน
ให้เข้าแข่งขันระดับนานาชาติ
อีกทั้งยังทรงสนพระทัยเรื่องการขับรถยนต์ เครื่องยนต์กลไก และรถสามล้อ

ทรงมีพระปรีชาสามารถในการขับเครื่องบินปีก 2 ชั้น และ
ทรงขับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย โดยทรงเรียนการบิน
เป็นนักบินหญิงอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย

 

พระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ  

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงสนพระทัยในการถ่ายภาพอย่างจริงจัง
ทรงเป็นผู้ใฝ่รู้การใช้กล้องบันทึกภาพ ซึ่งมิใช่เพียงเพื่อเก็บภาพไว้ดูเล่นเท่านั้น
แต่ทรงบันทึกภาพโดยมีจุดประสงค์ทั้งในแง่ศิลปะและวิชาการ
ไม่ว่าจะทรงเสด็จเยือนสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทรงบันทึกภาพที่สนพระทัยด้วยพระองค์เองเสมอ
ภาพที่ทรงบันทึกไว้จะเป็นประโยชน์เมื่อทรงจัดทำพระนิพนธ์ในภายหลัง
แม้แต่การบันทึกภาพด้วยวีดิทัศน์ของ ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ใน
การทำข่าวเสด็จเยือนสถานที่ต่าง ๆ ก็จะพระราชทานคำแนะนำแก่ผู้บันทึกภาพ
เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์และมีความหมายสอดคล้องกับคำบรรยาย

 

สกุลยศและพระอิสริยยศ  

หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล
(6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470)

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา
(8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 - 2 มีนาคม พ.ศ. 2477)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
(2 มีนาคม พ.ศ. 2477 - 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2487)

พระพี่นางกัลยาณิวัฒนา (ทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์)
(11 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2493)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระอิสริยยศกลับคืนดังเดิม)
(25 มีนาคม พ.ศ. 2493 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
(6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 - 2 มกราคม พ.ศ. 2551)


เครื่องราชอิสริยาภรณ์  
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชดังต่อไปนี้

* เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์
* เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์
* เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า
* เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
* เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ
* เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นปฐมดิเรกคุณาภรณ์
* เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ
* เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1
* เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 และ 9 ชั้นที่ 1
* เหรียญกาชาดสรรเสริญ


พระองค์ยังได้รับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์
และเหรียญจากประเทศต่าง ๆ
 

* เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น Grand Officier de la Le'gion d'Honneur
จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะมอบให้แก่บุคคลสำคัญระดับประมุขของประเทศ
ที่ทรงคุณธรรม และมีบทบาทกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐฝรั่งเศส
และประเทศของตน

* เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น Commandeur de L'Ordre National du Merite
จากประเทศฝรั่งเศส เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของตระกูลนี้
ซึ่งจะมอบให้แก่ผู้ได้ประกอบความดีและสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นคุณประโยชน์
อย่างยิ่งต่อสาธารณรัฐฝรั่งเศส

* เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Commandeur des Arts et des Lettres
จากประเทศฝรั่งเศส เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของตระกูลนี้
ซึ่งจะมอบให้แก่ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านศิลปะและวรรณกรรมโดยการที่ได้แสดง
เกียรติคุณของตนให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในสาธารณรัฐฝรั่งเศสและทั่วโลก

* เหรียญทอง วิกเตอร์ อูโก
จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
(The UNESCO Victor Hugo Gold Medal)
ทรงรับเมื่อครั้งเสด็จไปงานที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์
และวัฒนธรรมแห่งสห ประชาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ
ในวาระสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกครบ 100 ปี


พระยศทางทหาร  
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระยศทหารและแต่งตั้งนายทหารชั้นพิเศษ
เป็นกรณีพิเศษแก่พระองค์ เป็นลำดับมาดังนี้

* พันโท และ นายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์
(27 มีนาคม พ.ศ. 2527)

* ราชองครักษ์พิเศษ
(24 พฤษภาคม พ.ศ. 2527)

* นาวาโทหญิง นาวาอากาศโทหญิง และ นายทหารพิเศษ
ประจำกองนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรือ
กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ประจำกองบังคับการ
กรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ กรมนาวิกโยธิน และประจำกองนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์
โรงเรียนนายเรืออากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ
(3 มิถุนายน พ.ศ. 2527)

* พลตรีหญิง พลเรือตรีหญิง และ พลอากาศตรีหญิง
(19 มกราคม พ.ศ. 2532)

* พลโทหญิง พลเรือโทหญิง และ พลอากาศโทหญิง
(20 เมษายน พ.ศ. 2538)

* นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์
(18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538)

* พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง กับ นายทหารพิเศษ
ประจำกรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
และประจำกองพันทหารอากาศโยธินรักษาพระองค์
(22 มิถุนายน พ.ศ. 2540)


 
สุนัขและสัตว์ทรงเลี้ยง  
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ทรงพระเยาว์
ที่วังเลอดิสมีสัตว์ทรงเลี้ยงต่าง ๆ เช่น สุนัข เต่า แมว โดยเฉพาะสุนัขทรงเลี้ยงนั้น
ทรงมีสุนัขหลายพันธุ์ รวมทั้งสิ้น 28 ตัว ได้แก่ เค็ดซัล, ตอลเต็ก, สามพี่น้องตูลูส
, อัลบี้, ลียอง, คีรีบูน, หลง, ภาพัน, ต้นคูน, ตระกูลชิทสุ ได้แก่ เจน,
ไดมอนด์, มังกร, เท็น/อีเลเว้น, ดาว, แพนด้า, คู่รัก ซิกแซ็ก-เกาลัด
กับลูกทั้งสี่ ได้แก่ เฮเซลนัท, เซสท์นัท, พีนัท, วอลนัท นอกจากนั้นยังมี
แซนดี้, มน, วันพุธ, บ่อเบี้ย, ไนท์ และหัวหิน

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีพระเมตตาต่อสุนัขและแมวจรจัดมาก
โดยพระราชทานตึกฉุกเฉินที่คณะสัตวแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเสด็จฯ เปิดตึกด้วยพระองค์เอง
นอกจากนี้ยังได้พระราชทานเครื่องฟอกเลือด ฟอกไต
เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ สำหรับสัตว์ ที่สำคัญคือ ดอกผลที่ได้จาก
กองทุน "สิบสาม" ได้ช่วยเหลือสุนัขและแมวจำนวนมาก

เมื่อสัตว์ที่พระองค์ทรงเลี้ยงเสียชีวิตลง จะมีสุสานสัตว์ เรียกว่า
สุสานสุนัขทรงเลี้ยงของพระพี่นางฯ ในบริเวณตลาดบองมาเช่
ย่านประชานิเวศน์ 1 ซึ่งเป็นตลาดบนที่ดินส่วนพระองค์
ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยกเว้นสุนัขทรงเลี้ยงที่ชื่อ
คุณสิบสาม สุนัขพันธุ์บอร์เดอเทอร์เรียที่พระองค์ทรงรักมาก
ตอนคุณสิบสามตายก็ตายในอ้อมพระกรของพระองค์
ทางคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้
สร้างอนุสาวรีย์คุณสิบสามถวายพระองค์ในพระตำหนักเลอดิส
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ็ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
แก่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นำมาตั้งเป็นกองทุนเพื่อสัตว์เจ็บป่วยยากไร้
ชื่อ กองทุน "คุณสิบสาม"
เพื่อช่วยเหลือสัตว์ยากไร้โดยเฉพาะสุนัขและแมว

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงรับช้างของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย
จังหวัดลำปาง ไว้ในพระอุปถัมภ์ถึง 3 เชือก พร้อมทั้งประทาน
ชื่อแก่ช้างทั้ง 3 เชือก ได้แก่ จุฑานันท์ วนาลี และอลีนา
โดยเฉพาะพังอลีนานั้นเกิดวันเดียวกับพระองค์ จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า
น้องเมย์

ข้อมูลจากเวปไซด์ http://th.wikipedia.org/wiki


 

 
 
Up Date 14 - 11 - 08     @ WebMaster
 
CopyRight©Sumnakcharang.com All Rights Reserved.
 
Sinsak VisitsakuL >>> www.Sumnakcharang.com .......